anonymous thailand

Forum Replies Created

กำลังดู 15 ข้อความตอบกลับ - 46 ผ่านทาง 60 (ของทั้งหมด 138)
  • Replies
  • anonymous thailand
    Participant
    ทางที่ดีควรไปตรวจเลือดดูนะครับ

    จะได้ทรายสถานะของเลือดตัวเอง

    anonymous thailand
    Participant
    หากใช้ของมีคมร่วมกัน อาจมีโอกาสรับเชื้อได้จากแผลหรือเลือดออกเล็กน้อยที่อาจมองไม่เห็น จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ของมีคมร่วมกัน และควรหลีกเลี่ยงการติดต่อและสัมผัสกับผู้ป่วยที่มีเชื้อ hiv
    anonymous thailand
    Participant
    ถ้ากังวลก็ควรไปตรวจเลือดดูนะครับ
    anonymous thailand
    Participant
    คงเสี่ยงน้อยมากครับ เพราะการใช้ถุงยางจะทำให้ไม่สัมผัสกับ น้ำหล่อลื่นของอีกฝ่าย
    anonymous thailand
    Participant
    หากหลังจากที่ไปเสี่ยงมาเมื่อ 5เดือนก่อน แล้วไม่มีความเสี่ยงใหม่ ผลตรวจเลือดนี้เชื่อถือได้ครับ ซึ่งไม่จำเป็นต้องตรวจซ้ำ แต่หากมีความกังวล สามารถไปตรวจซ้ำที่ 6 เดือน เพื่อให้มั่นใจมากขึ้น
    anonymous thailand
    Participant
    เชื้อไวรัส HIV นั้น เมื่ออยู่นอกร่างกายแล้ว จะตายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ดังนั้น หากน้ำอสุจิที่มีเชื้อ HIV ออกมาจากร่างกายและผ่านมา 30 ชั่วโมงแล้ว เชื้อ HIV ก็น่าจะตายหมดแล้วครับ และการนำมือที่มีแผลไปจับบริเวณที่เปื้อนน้ำอสุจิ ก็จะไม่ได้ทำให้ติดเชื้อ HIV ได้ครับ
    anonymous thailand
    Participant
    การขาดยาต้านไวรัสเอช ไอวี จะมีผลให้ระดับยาลดลงและทำให้มีโอกาสที่เชื้อดื้อยาได้นะคับ

    แนะนำว่าให้รับประทายาในวันนี้ และวันต่อๆไปอย่างตรงเวลา สม่ำเสมอนะคับ โดยตั้งนาฬิกาปลุกเพื่อเตือนให้รับประทานยาทุกวัน และแนะนำไปพบแพทย์ที่ดูแลตามนัดนะคับ

    anonymous thailand
    Participant
    หากได้ไปตรวจเลือดหาการติดเชื้อ HIV ที่คลินิกนิรนาม ซึ่งจะใช้วิธีการตรวจหาด้วย fourth generation โดยเป็นการตรวจหาทั้งแอนติบอดี้ต่อเชื้อ และตรวจหาแอนติเจนของเชื้อ (p24 antigen) ซึ่งจะเริ่มตรวจเจอเชื้อได้ตั้งแต่ 2 สัปดาห์หลังจากรับเชื้อมา และตรวจเจอได้เกือบ 100% ที่ 1 เดือน

    ดังนั้น หากได้ตรวจหลังจากที่ทานยาครบไป 28 วันแล้ว หรือหลังจากที่ไปมีความเสี่ยงมาที่ 29 วัน แล้วผลเป็น non-reactive กับ negative ก็แสดงว่าไม่ได้มีการติดเชื้อคับ

    anonymous thailand
    Participant
    ถ้าไม่มีเพศสัมพันธ์ก็ไม่ติด ถ้าเพียงแค่อยู่บ้านเดียวกัน กินข้าวด้วยกัน จับมือถูกเนื้อต้องตัวตามปกติ นอนเตียงเดียวกัน ใช้ห้องน้ำร่วมกัน ซักเสื้อผ้าร่วมกัน แค่นี้ไม่ติดครับ
    anonymous thailand
    Participant
    อุจจาระและน้ำปัสสาวะมีปริมาณไวรัสที่น้อยมากจนไม่สามารถติดต่อกันได้ ดีไม่ดีโดนน้ำยาฆ่าเชื้อก็หงิกไปเลย ส่วนน้ำอสุจิหรือน้ำจากช่องคลอดก็ไม่สามารถอยู่ในห้องน้ำได้นาน แม้จะสัมผัสถูกผิวหนังบางส่วนนอกร่างกายก็ไม่สามารถผ่านสู่ร่างกายได้ อย่างไรก็ตามการใช้น้ำยาล้างห้องน้ำทำความสะอาดเป็นครั้งคราวก็ช่วยได้เยอะ เพราะน้ำยาเหล่านี้เป็นตัวฆ่าเชื้อเอชไอวีโดยตรงทีเดียว
    anonymous thailand
    Participant
    ขั้นตอนการตรวจมี 4 ขั้นตอน คือ

    1. รับการปรึกษาก่อนการเจาะเลือด
    2. เจ้าหน้าที่เจาะเลือด
    3. รับการปรึกษาก่อนฟังผลเลือด
    4. แจ้งผลเลือด พร้อมแนะนำให้มาตรวจเอชไอวีซ้ำเป็นระยะ หรือ ส่งต่อเข้าสู่บริการดูแลรักษาอื่น ๆ ที่จำเป็น สิ่งสำคัญในการตรวจเอชไอวี คือ ผู้รับบริการเป็นคนตัดสินใจ ไม่บังคับ มีการพูดคุยก่อนเจาะเลือด และต้องแจ้งผลตรวจแก่ผู้รับบริการ ทุกขั้นตอนประกอบขึ้นเป็นคำว่า VCT หมายถึง การตรวจด้วยความสมัครใจพร้อมได้รับการปรึกษา
    anonymous thailand
    Participant
    สามารถจัดการได้ โดย – รีบพบแพทย์ รู้เร็ว รักษาเร็ว สุขภาพแข็งแรง ชีวิตยืนยาว การรีบพบแพทย์จะทำให้เราเข้าถึงการดูแลรักษาได้เร็วขึ้นและเข้าถึงยาต้านไวรัสได้เร็วขึ้น – หากลุ่มช่วยเหลือด้านจิตใจ ทุกวันนี้มีหน่วยงานและกลุ่มอาสาสมัครที่ช่วยเหลือด้านจิตสังคมมากมาย อีกทั้งยังให้คำแนะนำเรื่องการเข้าถึงยาต้านไวรัส – ค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องเอชไอวีและการอยู่ร่วมกับเชื้อ การได้ทราบข้อมูลที่มีประโยชน์จะช่วยคลายกังวลได้มาก หากเพื่อนไม่มีเน็ตก็สามารถสอบถามไปยังองค์กรที่ช่วยเหลือ (โทร. 1663) ได้ – ดูแลสุขภาพตัวเอง ไม่รับเชื้อเพิ่ม ไม่แพร่เชื้อ อย่าลืมว่าผู้มีเชื้อคนอื่นอาจมีเชื้อดื้อยา หากรับเชื้อมาอาจทำให้เราดื้อยาต้านไวรัส หรือเราอาจติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มาก็ได้ ดังนั้นต้องใช้ถุงยางทุกครั้งกับทุกคน
    anonymous thailand
    Participant
    ไม่ติดเพราะโรคเอดส์ไม่ติดทางน้ำลาย และถ้าไม่ขนาดจูบกันจนเลือดกบปากกันทั้งคู่โอกาสก็ไม่มี
    anonymous thailand
    Participant
    HIV กับ เอดส์ ต่างกันนะ

    เชื้อ HIV : เป็นเชื้อไวรัสที่ทำลายระบบภูมิคุ้มกันของคน เป็นสาเหตุทำให้ภูมิคุ้มกันบกพร่องถ้าไม่รีบรักษาจะทำให้ป่วยเป็นโรคเอดส์ได้

    โรคเอดส์ : การติดเชื้อ HIV ในระยะสุดท้าย โดยระบบภูมิคุ้มกันถูกทำลายจนไม่สามารถต้านทานโรคต่างๆ ได้แล้ว

    ติดเชื้อ HIV ทางไหนได้บ้าง?

    • การมีเซ็กส์แบบสดกับคนที่มีเชื้อ HIV และติดผ่านทางสารคัดหลั่งต่างๆ เช่น เลือด น้ำเหลือง น้ำอสุจิ น้ำในช่องคลอด น้ำนม ( HIV ไม่ติดผ่านน้ำลาย ปัสสาวะ น้ำตา หรือเหงื่อ)
    • ติดผ่านเลือดโดยการใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้มีเชื้อ HIV หรือได้รับเลือดจากผู้ที่มีเชื้อ HIV
    • การติดจากแม่สู่ลูก การติดเชื้อระหว่างตั้งท้อง ระหว่างคลอด รวมถึงการให้นมบุตร

    เชื้อ HIV แบ่งออกเป็น 3 ระยะ

    1. ระยะแรก จะไม่ค่อยออกอาการมาก อยู่ในภาวะเริ่มติดเชื้อ
    2. ระยะที่ 2 เริ่มมีตุ่มขึ้นตามร่างกาย มีเชื้อราในปาก งูสวัด
    3. ระยะที่ 3 เป็นโรคเอดส์และมีการติดเชื้อฉวยโอกาส เช่น เชื้อราขึ้นสมอง วัณโรค ต่อมน้ำเหลืองกระจายทั่วร่างกาย ปอดอักเสบ หรือเชื้อไวรัสขึ้นจอตาถึงขั้นตาบอด เป็นต้น

    สรุป ก็คือระยะที่ 1 และ 2 ของการติดเชื้อไวรัส HIV ยังไม่เรียกว่าเป็นโรคเอดส์ เราจะเรียกระยะที่ 3 ของการติดเชื้อว่าเป็นโรคเอดส์เท่านั้น

    anonymous thailand
    Participant
    “ไม่ใช่” ครับ ผู้มีเชื้อเอชไอวีกับผู้ป่วยเอดส์แตกต่างกัน ผู้ป่วยเอดส์จะต้องมีอาการแสดงของโรคเอดส์และได้รับการวินิจฉัยจากหมอแล้ว สำหรับผู้มีเชื้อ บางคนอาจกินยาต้านไวรัส บางคนอาจไม่ต้องกินเพราะ CD4 ยังสูงอยู่
กำลังดู 15 ข้อความตอบกลับ - 46 ผ่านทาง 60 (ของทั้งหมด 138)

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า