การตีตราตัวเองคือการที่เราหยิบอคติของสังคมต่อเอชไอวีและต่อความหลากหลายทางเพศมาตัดสินตัวเอง จนรู้สึกละอาย รู้สึกผิด หรือไร้ค่า ซึ่งพบบ่อยในคน LGBTQ+ ที่มีเอชไอวี ความรู้สึกนี้คลายได้ ด้วยการแยกข้อเท็จจริงออกจากความเชื่อ หาคนที่ฟังโดยไม่ตัดสิน และขอความช่วยเหลือเมื่อมันเริ่มกระทบการกินยาหรือการใช้ชีวิต

ถ้าอ่านแค่บรรทัดเดียว ให้จำว่า เอชไอวีเป็นไวรัสที่ควบคุมได้ ไม่ใช่คำตัดสินว่าตัวตนทางเพศของคุณผิด

ภาพบุคคล LGBTQ+ ที่มีเอชไอวีกำลังพูดคุยกับผู้ให้การดูแลในบรรยากาศอบอุ่นและปลอดภัย สื่อถึงการได้รับการรับฟัง การยอมรับ และการค่อย ๆ คลายความรู้สึกผิดหรือไร้ค่าจากการตีตราตัวเอง

การตีตราตัวเองคืออะไร ต่างจากถูกคนอื่นตีตราอย่างไร

การถูกคนอื่นตีตราเกิดจากภายนอก เช่น ถูกนินทาหรือถูกกันออกจากกลุ่ม ส่วนการตีตราตัวเองเกิดเงียบ ๆ ข้างใน คือเราเริ่มเชื่อคำพูดเหล่านั้นและใช้มันตัดสินตัวเอง แม้ไม่มีใครพูดอะไรเลย

งานวิจัยจากคลินิกเอชไอวีแห่งหนึ่งในสหรัฐฯ ที่มีผู้เข้าร่วม 203 คน พบว่าอคติในชุมชนที่ผู้มีเชื้อเอชไอวีรับรู้ สัมพันธ์กับความนับถือตัวเองที่ลดลง อาการซึมเศร้า และการโทษตัวเอง โดยผ่านการซึมซับอคตินั้นเข้ามาในใจ ความทุกข์ส่วนหนึ่งจึงอาจไม่ได้มาจากตัวเชื้อ แต่มาจากเรื่องเล่าที่สังคมแปะไว้กับเชื้อ

ทำไมชายรักชายและคนข้ามเพศที่มีเอชไอวีจึงรู้สึกละอายมากกว่า

คน LGBTQ+ บางคนโตมากับคำพูดที่ผูกเพศวิถีเข้ากับเอชไอวี พอผลตรวจเป็นบวก เสียงในหัวจึงพูดต่อว่า "เพราะเราเป็นแบบนี้" กลายเป็นความละอายสองชั้นที่ทับกัน

การสำรวจดัชนีการตีตราผู้มีเชื้อเอชไอวีของไทย (Stigma Index 2.0) ปี 2565–2566 เก็บข้อมูลจากผู้มีเชื้อเอชไอวีที่รู้สถานะมาอย่างน้อย 12 เดือน รวม 2,508 คน ใน 24 จังหวัด พบว่า

  • ผู้ตอบโดยรวมร้อยละ 39 รู้สึกละอายที่มีเอชไอวี
  • ในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย ตัวเลขนี้อยู่ที่ร้อยละ 50 และในกลุ่มคนข้ามเพศร้อยละ 45
  • คนอายุ 18–24 ปีรู้สึกเช่นนี้ร้อยละ 49 ขณะที่กลุ่ม 50 ปีขึ้นไปอยู่ที่ร้อยละ 32
  • ผู้หญิงข้ามเพศรายงานผลกระทบด้านลบในอัตราสูงที่สุด ทั้งต่อชีวิตรัก (ร้อยละ 34) ความสัมพันธ์ใกล้ชิด (ร้อยละ 24) และความมั่นใจในตัวเอง (ร้อยละ 21)

รายงานยังพบว่าเมื่อวัดการถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุผลอื่นนอกจากเอชไอวี คนข้ามเพศรายงานระดับสูงที่สุด ความหนักใจที่หลายคนรู้สึกจึงมีที่มาจริง

Quicky

ความคิดแบบไหนเป็นสัญญาณว่ากำลังโทษตัวเอง

ความละอายมักแฝงมากับประโยคที่เราพูดกับตัวเอง ตารางนี้คือข้อความที่ผู้ตอบ Stigma Index 2.0 เห็นด้วย

ข้อความที่ผู้ตอบเห็นด้วย สัดส่วน
บอกคนอื่นว่ามีเอชไอวีเป็นเรื่องยาก ร้อยละ 75
ปิดสถานะไว้ไม่ให้คนอื่นรู้ ร้อยละ 67
ละอายที่มีเอชไอวี ร้อยละ 39
รู้สึกผิดที่มีเอชไอวี ร้อยละ 33
บางครั้งรู้สึกไร้ค่า ร้อยละ 29
รู้สึกว่าตัวเองสกปรก ร้อยละ 22

การเลือกบอกหรือไม่บอกสถานะของตัวเองเป็นสิทธิของคุณ ตัวเลขร้อยละ 67 ไม่ได้แปลว่าการเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความผิด

นักวิจัยไทยที่พัฒนาแบบวัดการซึมซับอคติต่อเอชไอวีได้สัมภาษณ์หลายกลุ่ม รวมถึงชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายและผู้หญิงข้ามเพศ ตัวอย่างความคิดในแบบวัดนี้ ได้แก่

  • เสียใจ โกรธตัวเอง หรือกลัว ที่มีเอชไอวี
  • คิดว่ามีเอชไอวีเพราะกรรมไม่ดีของตัวเอง
  • คิดว่าตัวเองไม่มีอนาคต หรือทำให้ครอบครัวอับอาย
  • ไม่อยากไปรับบริการสุขภาพ เพราะกลัวคนอื่นรู้

ถ้าคุณคิดแบบนี้อยู่หลายข้อ ให้มองว่าเป็นสัญญาณให้ดูแลใจ ไม่ใช่หลักฐานว่าคุณเป็นคนไม่ดี

ความละอายส่งผลต่อการรักษาและสุขภาพใจอย่างไร

งานศึกษาในไทยที่ตีพิมพ์ปี 2565 ในผู้มีเชื้อเอชไอวี 400 คนจากคลินิกยาต้านไวรัสของโรงพยาบาลรัฐในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ พบภาวะซึมเศร้าร้อยละ 24 และกลุ่มที่เข้าเกณฑ์โรคซึมเศร้ามีคะแนนการตีตราตัวเองด้านความสัมพันธ์กับผู้อื่นสูงกว่ากลุ่มที่ซึมเศร้าเล็กน้อย งานนี้ไม่ได้แยกผลตามเพศวิถีหรืออัตลักษณ์ทางเพศ

ด้านการกินยา แบบจำลองในงานวิจัย 203 คนในสหรัฐฯ ข้างต้นชี้ว่า อคติในชุมชนนำไปสู่การตีตราตัวเอง ตามด้วยความกังวลว่าจะถูกตีตรา แล้วสัมพันธ์กับการกินยาสม่ำเสมอน้อยลง ส่วนเรื่องการถูกตีตราจากคนรอบข้าง Stigma Index 2.0 พบว่าผู้ที่ถูกตีตราในชุมชนในรอบ 12 เดือน เคยขาดหรือหยุดยาต้านไวรัสร้อยละ 22 เทียบกับร้อยละ 9 ในกลุ่มที่ไม่ถูกตีตรา

แปลว่าอะไรสำหรับคุณ: ถ้าความละอายทำให้อยากเลื่อนนัดหรือเว้นยา ให้บอกทีมที่คลินิกตรง ๆ เพราะเป็นเรื่องที่ช่วยกันได้

ภาพอธิบายว่าความละอายและความกังวลว่าจะถูกตีตรา อาจกระทบทั้งสุขภาพใจ การกินยาอย่างสม่ำเสมอ และการไปพบแพทย์ พร้อมสรุปแนวทางเริ่มคลายความละอาย เช่น ทบทวนข้อเท็จจริง ใช้ U=U เป็นหลักยึด และหาคนที่เข้าใจ

Love2Test

เริ่มคลายความละอายได้อย่างไร

  1. ทวนข้อเท็จจริง องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าเอชไอวียังรักษาไม่หายขาด แต่เมื่อเข้าถึงการป้องกัน การวินิจฉัย การรักษา และการดูแลที่มีประสิทธิภาพ เอชไอวีเป็นภาวะเรื้อรังที่ควบคุมได้ ผู้มีเชื้อจึงมีชีวิตยืนยาวและสุขภาพดีได้
  2. แยกตัวตนออกจากเชื้อ WHO อธิบายว่าเอชไอวีแพร่ผ่านของเหลวในร่างกาย ได้แก่ เลือด น้ำนม น้ำอสุจิ และสารคัดหลั่งในช่องคลอด สิ่งที่พาเชื้อไปคือของเหลวเหล่านี้ ไม่ใช่เพศวิถี ลองเขียนประโยคที่โทษตัวเองออกมา แล้วถามว่าเป็นข้อเท็จจริงหรืออคติที่เคยได้ยิน
  3. ใช้ U=U เป็นหลักยึด U=U แปลว่า ตรวจไม่เจอ เท่ากับ ไม่ถ่ายทอดเชื้อ โดยต้องรักษาต่อเนื่องและตรวจไม่พบไวรัส WHO ระบุว่าผู้มีเชื้อที่กำลังกินยาต้านไวรัสและตรวจไม่พบปริมาณไวรัสในเลือด จะไม่ถ่ายทอดเชื้อสู่คู่นอน รายงาน Stigma Index 2.0 เสนอให้ขยายการสื่อสารเรื่องนี้ เพราะสามารถเสริมพลังให้ผู้มีเชื้อก้าวข้ามการตีตราตัวเองได้ อ่านต่อที่ ไม่เจอเท่ากับไม่แพร่ ช่วยเปลี่ยนชีวิตอย่างไร
  4. หาคนที่เข้าใจทั้งสองเรื่อง ความละอายสองชั้นคลายยากถ้าคนที่คุยด้วยเข้าใจแค่เรื่องเพศหรือแค่เรื่องเอชไอวี
  5. นับสิ่งที่ยังเป็นของคุณ ในการสำรวจเดียวกัน ร้อยละ 15 บอกว่าสถานะเอชไอวีส่งผลบวกต่อการเคารพตัวเอง ความรู้สึกแย่วันนี้จึงไม่ใช่จุดจบของเรื่อง

ถ้าเพิ่งรู้ผลและยังตั้งตัวไม่ทัน อ่านขั้นตอนพื้นฐานที่ ผลตรวจ HIV เป็นบวก รับมืออย่างไร ก่อน

เพื่อนหรือคนรักช่วยได้แค่ไหน

งานวิจัยไทยเรื่องการซึมซับอคติกับภาวะซึมเศร้าเสนอให้ส่งเสริมความเข้าใจและแรงสนับสนุนทางสังคมสำหรับผู้มีเชื้อเอชไอวี คนใกล้ตัวช่วยได้ด้วยเรื่องง่าย ๆ

  • ฟังจนจบ ไม่ถามว่า "ไปทำอะไรมา"
  • ไม่ผูกเพศวิถีหรืออัตลักษณ์ทางเพศเข้ากับการมีเชื้อ
  • เก็บเรื่องที่ได้ฟังเป็นความลับ เว้นแต่เจ้าตัวอนุญาต

เมื่อไรควรขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ

ควรคุยกับผู้ให้คำปรึกษาหรือทีมที่คลินิก ถ้าเศร้าหรือสิ้นหวังต่อเนื่องหลายสัปดาห์ เริ่มขาดยาหรือเลื่อนนัด แยกตัวจากคนที่เคยให้กำลังใจ และถ้ามีความคิดทำร้ายตัวเอง ให้ขอความช่วยเหลือทันที กรมสุขภาพจิตมีสายด่วน 1323 ให้คำปรึกษาได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ผู้วิจัยแบบวัดของไทยยังอ้างงานวิจัยในผู้หญิงที่มีเชื้อเอชไอวี ซึ่งพบว่าการบำบัดแนวความคิดและพฤติกรรมที่จัดการความรู้สึกหมดหนทาง ความรู้สึกผิด และความโกรธ อาจช่วยลดความรู้สึกนี้ได้ วิธีไหนเหมาะกับคุณ ควรให้ผู้ให้บริการประเมินเป็นรายคน อ่านเรื่องสุขภาพของคนหลากหลายทางเพศเพิ่มได้ที่ คลังความรู้ของมูลนิธิเพื่อรัก (Love Foundation)

Chat Love2Test

คำถามที่พบบ่อย

เป็นเกย์หรือคนข้ามเพศ ทำให้มีเอชไอวีใช่ไหม

ไม่ใช่ WHO ระบุว่าเอชไอวีแพร่ผ่านของเหลวในร่างกาย และไม่ได้แพร่ผ่านการจูบ การกอด หรือการกินอาหารร่วมกัน ตัวตนทางเพศไม่ใช่ช่องทางของเชื้อ

คิดว่ามีเอชไอวีเพราะกรรม ผิดไหม

ความคิดนี้เป็นข้อคำถามหนึ่งในแบบวัดของนักวิจัยไทย ซึ่งให้เหตุผลว่าคนไทยส่วนใหญ่เชื่อเรื่องกรรม การคิดแบบนี้ไม่ได้ทำให้คุณผิด แต่ถ้ามันทำให้ไม่อยากดูแลตัวเอง ควรนำไปคุยกับผู้ให้คำปรึกษา

รู้ผลมาหลายปีแล้วยังละอายอยู่ ผิดปกติไหม

ไม่ผิดปกติ ผู้ตอบ Stigma Index 2.0 ทุกคนรู้สถานะมาอย่างน้อย 12 เดือน แต่ยังมีร้อยละ 39 ที่รู้สึกละอาย เวลาอย่างเดียวจึงอาจไม่พอ

ตรวจไม่พบไวรัสแล้ว ยังละอายได้อีกหรือ

ได้ ในการสำรวจเดียวกัน ราวร้อยละ 77 รายงานว่าผลตรวจปริมาณไวรัสครั้งล่าสุดในรอบ 12 เดือนตรวจไม่พบ ขณะที่ร้อยละ 39 รู้สึกละอาย รายงานไม่ได้แยกว่าสองกลุ่มนี้ซ้อนกันแค่ไหน แต่ถ้าคุณเป็นแบบนั้น ก็คุยกับทีมดูแลได้

สรุป

ข้อมูลของไทยพบความละอายต่อเอชไอวีครึ่งหนึ่งในชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย และเกือบครึ่งในคนข้ามเพศ งานวิจัยพบว่าการตีตราตัวเองสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าและการกินยาไม่สม่ำเสมอ แต่ความรู้สึกนี้คลายได้ เริ่มจากทวนข้อเท็จจริง ใช้ U=U เป็นหลักยึด หาคนที่เข้าใจ และขอความช่วยเหลือเมื่อกระทบการรักษา

แหล่งอ้างอิง