มีเอชไอวีไม่ได้ปิดทางผ่าตัดยืนยันเพศ แนวทางเอชไอวีของไทย ปี 2564/2565 ของกรมควบคุมโรค ซึ่งเขียนให้บุคลากรสาธารณสุขใช้ ระบุว่าการผ่าตัดแปลงเพศหรือการผ่าตัดเสริมเต้านมไม่ได้เป็นข้อห้ามในผู้มีเชื้อเอชไอวี แต่ขึ้นอยู่กับระดับภูมิคุ้มกัน บทความนี้ใช้คำว่าผ่าตัดยืนยันเพศ ส่วนแนวทางใช้คำว่าผ่าตัดแปลงเพศ
จะผ่าได้เมื่อไรและต้องเตรียมอะไร ศัลยแพทย์กับแพทย์ที่ดูแลเอชไอวีเป็นผู้ประเมิน ผู้เขียนแนะนำให้กินยาต้านต่อเนื่อง บอกทั้งสองทีมว่าใช้ยาและฮอร์โมนอะไรอยู่ และอย่าหยุดยาใดเองเพื่อเตรียมผ่าตัด
มีเอชไอวี ผ่าตัดยืนยันเพศได้ไหม แนวทางไทยเขียนไว้อย่างไร
ข้อความนี้อยู่ในตารางคำแนะนำการดูแลชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายและบุคคลข้ามเพศที่มีเชื้อเอชไอวี ของแนวทางเอชไอวีของไทย ปี 2564/2565 แนวทางเขียนว่าการผ่าตัดแปลงเพศหรือการผ่าตัดเสริมเต้านม ไม่ได้เป็นข้อห้าม และไม่ได้มีผลข้างเคียงแตกต่างออกไปในผู้มีเชื้อเอชไอวี แต่ขึ้นอยู่กับระดับภูมิคุ้มกันของผู้มีเชื้อ แนวทางให้เหตุผลของการดูแลเรื่องเฉพาะของคนกลุ่มนี้ควบคู่กับเอชไอวีว่า ช่วยเรื่องการกินยาสม่ำเสมอ การมาติดตามการรักษา และการคงอยู่ในการรักษา
ข้อนี้ของแนวทางไม่ได้ให้ตัวเลขว่าภูมิคุ้มกันต้องอยู่ระดับใด ผู้เขียนอ่านว่าเป็นเรื่องที่แพทย์ต้องประเมินจากผลเลือดและสุขภาพโดยรวมของแต่ละคน ถ้าแพทย์ให้รอ ให้ถามว่ารอเพราะอะไร และต้องทำอะไรระหว่างนี้
ในระดับสากล มาตรฐานการดูแลฉบับที่ 8 ของสมาคมวิชาชีพด้านสุขภาพคนข้ามเพศโลก (WPATH) ซึ่งเผยแพร่ปี 2565 ให้ผู้ประเมินตรวจดูภาวะสุขภาพกายที่อาจกระทบผลของการรักษา และคุยเรื่องความเสี่ยงกับประโยชน์ก่อนตัดสินใจ คำอธิบายของข้อเดียวกันเขียนว่า ถ้ามีภาวะสุขภาพกาย สิ่งสำคัญคือดูแลภาวะนั้นไปพร้อมกับการเริ่มการรักษาเพื่อยืนยันเพศหรือการรักษาต่อ ทั้งด้วยยาและการผ่าตัด เท่าที่ทำได้ ทั้งข้อนี้และคำอธิบายเขียนถึงภาวะสุขภาพกายโดยรวม ไม่ได้เอ่ยถึงเอชไอวีโดยเฉพาะ
งานวิจัยชิ้นเดียวที่พบ บอกอะไรและยังไม่บอกอะไร
ผู้เขียนพบงานที่เปิดอ่านได้และมีข้อมูลเรื่องนี้เพียงชิ้นเดียว เป็นงานจากโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองพอร์ตแลนด์ รัฐออริกอน สหรัฐ ซึ่งย้อนดูผู้ใหญ่ 398 รายที่ผ่าตัดสร้างช่องคลอดช่วงปี 2559–2566 ในจำนวนนี้ 16 รายอยู่ร่วมกับเอชไอวีและได้รับยาต้านอยู่ในช่วงที่ผ่าตัด
งานนี้ดูการติดเชื้อภายใน 6 เดือนหลังผ่าตัด เช่น การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะและการติดเชื้อที่แผลผ่าตัด และไม่พบว่าปัจจัยใดที่นำมาดู ซึ่งรวมการมีเชื้อเอชไอวี เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อในทางสถิติ
ผู้วิจัยบอกข้อจำกัดไว้เองว่าใช้การย้อนดูเวชระเบียน และจำนวนการติดเชื้อที่พบมีน้อย จึงประเมินปัจจัยที่เกี่ยวข้องได้จำกัด ผู้มีเชื้อในงานนี้มีเพียง 16 ราย ผู้เขียนอ่านว่างานนี้บอกได้เพียงว่ามีโรงพยาบาลที่ผ่าตัดสร้างช่องคลอดให้ผู้มีเชื้อซึ่งได้รับยาต้านอยู่ ไม่ได้พิสูจน์ว่าความเสี่ยงเท่ากับผู้ที่ไม่มีเชื้อ และไม่ได้ศึกษาการผ่าตัดแบบอื่น


ยาต้านและฮอร์โมนช่วงผ่าตัด ใครเป็นคนกำหนด
แนวทางเอชไอวีของไทย ปี 2564/2565 มีหัวข้อเรื่องผู้มีเชื้อที่ต้องผ่าตัด แนวทางเขียนว่าการผ่าตัดใหญ่ที่ต้องอดอาหารหลายวันทำให้ต้องหยุดยาต้านชั่วคราว และการหยุดยาที่ไม่ถูกต้องเสี่ยงต่อเชื้อดื้อยา วิธีหยุดขึ้นอยู่กับสูตรยาที่กินและชนิดของการผ่าตัด แนวทางมีตารางเรื่องนี้ให้แพทย์ใช้
- การผ่าตัดเล็กที่ไม่ต้องอดอาหาร แนวทางให้คงกินยาต้านตามเวลาเดิม
- ทุกกรณี แนวทางให้กลับมากินยาสูตรเดิมเมื่อแน่ใจว่ากินยาได้ และควรตรวจปริมาณไวรัส 2 เดือนหลังผ่าตัด
ผู้เขียนจึงแนะนำว่าอย่าหยุดยาต้านเองก่อนผ่าตัด ให้ถามศัลยแพทย์ว่าต้องงดอาหารนานเท่าไร แล้วนำคำตอบไปให้คลินิกเอชไอวีวางแผน
เรื่องฮอร์โมน แนวทางไทยฉบับเดียวกันให้ผู้รักษาบอกตั้งแต่ต้นว่าใช้ฮอร์โมนร่วมกับยาต้านได้ ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ผู้รักษา และมีตารางให้แพทย์ใช้กำหนดขนาดฮอร์โมนตามกลุ่มยาต้านที่กิน ส่วนมาตรฐานของ WPATH เขียนว่าควรบอกคนข้ามเพศที่อยู่ร่วมกับเอชไอวีว่าการกินยาต้านคู่กับฮอร์โมนปลอดภัย และถ้ากังวลว่ายาจะตีกัน ให้ผู้ดูแลติดตามระดับฮอร์โมนในเลือดตามความจำเป็น ผู้เขียนแนะนำว่าอย่าปรับขนาดฮอร์โมนหรือหยุดยาต้านเอง ถ้าศัลยแพทย์ให้งดฮอร์โมนหรือยาตัวใดก่อนผ่าตัด ให้ถามด้วยว่ายาต้านต้องทำอย่างไร
บอกทีมผ่าตัดเรื่องเอชไอวีอย่างไร ถ้าถูกปฏิเสธทำอะไรได้
ผู้เขียนแนะนำให้บอก เพราะทีมผ่าตัดต้องรู้ว่าคุณใช้ยาอะไรอยู่จึงจะวางแผนเรื่องยาได้ แต่การบอกมีราคาที่ต้องคิด คือคุณอาจถูกปฏิเสธ และคนที่ไปเป็นเพื่อนอาจได้ยิน ข้อเสนอต่อไปนี้เป็นของผู้เขียน
- ก่อนนัด ถามโรงพยาบาลหรือคลินิกทางโทรศัพท์หรือข้อความได้ว่ารับผ่าตัดให้ผู้มีเชื้อเอชไอวีหรือไม่ โดยยังไม่ต้องบอกชื่อ
- บอกเจ้าหน้าที่ล่วงหน้าว่าเรื่องเอชไอวีขอคุยตามลำพัง และถามว่าข้อมูลนี้ใครเห็นได้บ้าง
- ขอให้คลินิกเอชไอวีเขียนสรุปผลเลือดและยาที่ใช้ เพื่อให้ศัลยแพทย์ใช้ประเมิน
- ถ้าถูกปฏิเสธ ให้ถามเหตุผลทางการแพทย์ และถามว่าต้องมีผลเลือดแบบใดจึงจะรับ
ถ้าเหตุผลมีเพียงว่าคุณมีเชื้อ ช่องทางร้องเรียนอยู่ในบทความ ร้องเรียนเมื่อถูกเลือกปฏิบัติ เพราะเป็น LGBTQ+ และมีเอชไอวี ส่วนเรื่องการเปิดตัวกับทีมรักษา อ่านต่อได้ที่ LGBTQ+ มีเอชไอวี เปิดตัวกับหมอที่คลินิกดีไหม และหน้า สุขภาพคนข้ามเพศ: วางแผนการดูแลที่ยืนยันตัวตนและปลอดภัย ของมูลนิธิเพื่อรัก (Love Foundation)

ฉีดซิลิโคนและรูปร่างที่เปลี่ยนจากยาต้าน แนวทางเขียนอะไรไว้
ตารางเดียวกันของแนวทางไทย ปี 2564/2565 เขียนว่าพบการฉีดซิลิโคนเสริมแก้ม คาง และก้นในกลุ่มที่ตารางนี้พูดถึง และให้ผู้รักษาแนะนำเรื่องผลข้างเคียง กับการเลือกใช้ซิลิโคนที่ได้มาตรฐานภายใต้คำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
แนวทางยังให้ผู้รักษาอธิบายว่าผลข้างเคียงของยาต้านอย่างแก้มตอบ สะโพกแฟบลง หรือผิวคล้ำขึ้น ไม่ได้เกิดกับยาต้านทุกชนิด แนวทางเขียนว่าเรื่องนี้อาจทำให้เข้าใจผิดและไม่ยอมกินยา ถ้ากังวลว่ายาต้านจะเปลี่ยนรูปร่าง ผู้เขียนแนะนำให้บอกแพทย์ อย่าหยุดยาเอง

คำถามที่พบบ่อย
เสริมหน้าอกอย่างเดียว มีเอชไอวีทำได้ไหม
แนวทางเอชไอวีของไทย ปี 2564/2565 เขียนถึงการผ่าตัดเสริมเต้านมไว้ในประโยคเดียวกับการผ่าตัดแปลงเพศ คือไม่ได้เป็นข้อห้ามในผู้มีเชื้อ แต่ขึ้นอยู่กับระดับภูมิคุ้มกัน แพทย์เป็นผู้ประเมิน
ต้องตรวจไม่พบเชื้อก่อนไหม จึงจะผ่าตัดได้
ข้อเรื่องศัลยกรรมของแนวทางไทย ปี 2564/2565 เขียนเพียงว่าขึ้นอยู่กับระดับภูมิคุ้มกัน ไม่ได้ตั้งเงื่อนไขเรื่องปริมาณไวรัสไว้ในข้อนั้น ผู้เขียนไม่ทราบเกณฑ์ของแต่ละโรงพยาบาล ให้ถามศัลยแพทย์และแพทย์ที่ดูแลเอชไอวีโดยตรง
ต้องหยุดยาต้านก่อนผ่าตัดไหม
แพทย์เป็นผู้กำหนด แนวทางไทย ปี 2564/2565 เขียนว่าขึ้นอยู่กับชนิดของการผ่าตัดและสูตรยา การผ่าตัดเล็กที่ไม่ต้องอดอาหารให้คงกินยาตามเวลาเดิม และทุกกรณีให้กลับมากินยาสูตรเดิมเมื่อแน่ใจว่ากินยาได้ อย่าหยุดเอง
ไม่บอกศัลยแพทย์ว่ามีเชื้อได้ไหม
ผู้เขียนไม่แนะนำ เพราะแนวทางไทย ปี 2564/2565 เขียนว่าการหยุดยาต้านที่ไม่ถูกต้องช่วงผ่าตัดเสี่ยงต่อเชื้อดื้อยา แผนเรื่องยาจึงต้องให้ทีมผ่าตัดรู้ ถ้ากลัวถูกปฏิเสธ ให้ถามนโยบายก่อนโดยยังไม่บอกชื่อ
หลังผ่าตัดต้องดูแลเรื่องเอชไอวีอย่างไร
แนวทางไทย ปี 2564/2565 ให้กลับมากินยาสูตรเดิมเมื่อแน่ใจว่ากินยาได้ และควรตรวจปริมาณไวรัส 2 เดือนหลังผ่าตัด ส่วนมาตรฐานของ WPATH มีข้อทั่วไปที่ไม่ได้เอ่ยถึงเอชไอวี ให้ศัลยแพทย์บอกเรื่องการดูแลหลังผ่าตัดและความสำคัญของการติดตามตั้งแต่ก่อนผ่าตัด

สรุป
มีเอชไอวีไม่ได้ปิดทางผ่าตัดยืนยันเพศ แนวทางเอชไอวีของไทย ปี 2564/2565 ซึ่งเขียนให้บุคลากรสาธารณสุขใช้ เขียนว่าการผ่าตัดแปลงเพศหรือเสริมเต้านมไม่ได้เป็นข้อห้ามในผู้มีเชื้อ แต่ขึ้นอยู่กับระดับภูมิคุ้มกัน ซึ่งแพทย์เป็นผู้ประเมิน ยาต้านช่วงผ่าตัดเป็นแผนที่แพทย์กำหนด อย่าหยุดเอง งานวิจัยเรื่องผลการผ่าตัดในผู้มีเชื้อที่ผู้เขียนเปิดอ่านได้มีชิ้นเดียว จากโรงพยาบาลแห่งเดียวในสหรัฐ และมีผู้มีเชื้อเพียง 16 ราย จึงยังสรุปเรื่องความเสี่ยงไม่ได้
หมายเหตุ บทความนี้ให้ข้อมูลความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัย และไม่ใช่คำแนะนำการใช้ยาเฉพาะบุคคล เรื่องยาและการรักษาเป็นการตัดสินใจร่วมกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลคุณ ไม่ควรซื้อ เริ่ม หยุด หรือปรับยาด้วยตัวเอง หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพของตัวเอง ปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือคลินิกใกล้บ้านได้เสมอ
แหล่งอ้างอิง
- แนวทางการตรวจรักษาและป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ประเทศไทย ปี 2564/2565 กรมควบคุมโรค ตารางคำแนะนำสำหรับชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายและบุคคลข้ามเพศ และหัวข้อเรื่องการผ่าตัด
- Standards of Care for the Health of Transgender and Gender Diverse People, Version 8 — WPATH, International Journal of Transgender Health เผยแพร่ 6 กันยายน 2565
- Infections Following Gender-Affirming Vaginoplasty: A Single-Center Experience — Open Forum Infectious Diseases เผยแพร่ 11 กันยายน 2567